"จตุรารักขกัมมัฏฐาน " 

สมเด็จพระวันรัต (พุทฺธสิริเถร ทับ) 

 (พ.ศ. 2399 – 2435)

ข้อธรรมที่หลวงปู่เสาร์ กันตสีโลมักปฏิบัติและนำมาสั่งสอนศิษยานุศิษย์

คำนำจากหนังสือ

สมเด็จพระวันรัต (พุทฺธสิริเถร ทับ) เจ้าอาวาสองค์แรกของวัดโสมนัสวิหาร และเป็นหนึ่งในคณะพระมหาเถระทั้ง ๑๐ องค์ ที่ร่วมกับพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวรัชกาลที่ ๔ เมื่อครั้งทรงดำรงพระอิสริยยศเป็นสมเด็จพระเจ้าน้องยาเธอ เจ้าฟ้ามงกุฎ ในรัชกาลที่ ๓ ที่ทรงผนวชเป็นพระภิกษุ มีพระนามในพุทธศาสนาว่า “พระวชิรญาโณ” หรือ พระวชิรญาณเถระ ทรงก่อตั้งวงศ์ธรรมยุตขึ้นในประเทศไทย

สมเด็จพระวันรัตเป็นผู้แตกฉานในพระไตรปิฎก ท่านเคร่งครัดต่อพระธรรมวินัยและการปฏิบัติกัมมัฏฐานเป็นอย่างยิ่ง มีความชำนาญและเข้าใจสมถะและวิปัสสนากัมมัฏฐานอย่างลึกซึ้ง หนังสือธรรมจำนวนมากที่ท่านนิพนธ์นั้น มีทั้งด้านปริยัติและการปฏิบัติวิปัสสนากัมมัฏฐาน เช่น หนังสือ จตุรารักขกัมมัฏฐาน ที่กล่าวถึงการปฏิบัติกัมมัฏฐาน ๔ ข้อ คือ การระลึกถึงคุณพระรัตนตรัย การเจริญเมตตา การพิจารณาอสุภะและมรณสติ ตลอดถึงการเจริญวิปัสสนากัมมัฏฐาน ซึ่งธรรมทั้ง ๔ ข้อนี้เป็นหลักปฏิบัติกัมมัฏฐานของ ท่านพระอาจารย์เสาร์ กนฺตสีลเถร พระอาจารย์ใหญ่แห่งสายวิปัสสนาธุระ ผู้ซึ่งมีอุปนิสัยส่วนตัว คือ พูดน้อย สุขุม สมถะ สันโดษ และชอบวิเวกจาริกแสวงหาสถานที่เจริญสมณธรรมตามป่าเขา ไม่ใคร่เทศนาธรรมนัก เมื่อท่านพระอาจารย์เสาร์ได้อ่านหนังสือจตุรารักขกัมมัฏฐานของสมเด็จพระวันรัตแล้ว เกิดความพอใจที่จะเผยแพร่ธรรมในจตุรารักข์นี้ เพื่อให้ศิษย์บรรพชิตและฆราวาสผู้ใฝ่ธรรมทราบหลักการปฏิบัติกัมมัฏฐาน ดังปรากฏในคำนำในการจัดพิมพ์หนังสือ ของหลวงแก้วกาญจนะเขตร์ เมื่อวันที่ ๑๕ มีนาคม พ.ศ. ๒๔๘๒ ดังนี้

"จตุรารักขกัมมัฏฐาน " 

วิธีระฤกถึงคุณพระรัตนตรัย

อนึ่ง เมื่อจะระลึกถึงคุณพระรัตนตรัย พึงระลึกดังนี้ได้ว่า เพลิงกิเลสเพลิงทุกข์ ลุกโพลงรุ่งเรืองไหม้สัตว์เผาสัตว์ให้รุ่มร้อนอยู่เป็นนิตย์ในภพทั้ง ๓ เพลิงกิเลส นั้นคือ

ราคะ ความกำหนัดยินดี
แลโทสะ ความเคืองคิดประทุษร้าย
แลโมหะ ความหลงไม่รู้จริง 

ราคะ โทสะ โมหะ ทั้ง ๓ นี้ ท่านกล่าวว่าเป็นเพลิง เพราะเป็นเครื่องร้อนรนกระวนกระวายของสัตว์ 

เพลิงทุกข์ นั้นคือ

ชาติ ความเกิด คือขันธ์ แลอายตนะ แลนามรูป ที่เกิดปรากฏขึ้น
แลชรา ความแก่ทรุดโทรมคร่ำคร่า 
แลมรณะ ความตาย คือชีวิตขาด กายแตกวิญญาณดับ 
แลโสกะ ความเหือดแห้งเศร้าใจ 
แลปริเทวะ ความบ่นเพ้อคร่ำครวญร่ำไร 
แลทุกข์ ทนยากเจ็บปวดเกิดขึ้นในกาย 
แลโทมนัส ความเป็นผู้มีใจชั่วเสียใจ 
แลอุปายาส ความคับแค้นอัดอั้นใจ ทุกข์ มีชาติเป็นต้นเหล่านี้ 
ท่านกล่าวว่าเป็นเพลิง เพราะเป็นทุกข์ให้เกิดความร้อนรนกระวนกระวายต่างๆ แก่สัตว์

เพลิงกิเลสเพลิงทุกข์ เหล่านี้ ยกพระพุทธเจ้าเสียแล้ว ไม่มีผู้ใดผู้หนึ่งในโลกดับได้ แต่ผู้ที่จะรู้ว่าเป็นเพลิงเครื่องร้อนเท่านั้นก็หายากเสียแล้ว ผู้ที่จะดับเพลิงนั้นจะได้มาแต่ไหนเล่า ก็ในโลกหมดทั้งสิ้น ไม่มีผู้ใดผู้หนึ่งในโลกดับได้ จึงพากันร้อนรนกระวนกระวายอยู่ด้วยเพลิงหมดทั้งโลก ก็ไม่รู้สึกตัวว่าเพลิงมันไหม้เผาเอาให้เร่าร้อนอยู่เป็นนิตย์ เพราะอวิชชาความหลงไม่รู้จริง

สัมมาสัมพุทโธ ภะคะวา พระผู้มีพระภาคเจ้าที่เป็นที่พึ่งของเรา พระองค์ตรัสรู้ชอบตรัสรู้ดีแล้วเอง ตรัสรู้จริงเห็นจริง ดับเพลิงกิเลสเพลิงทุกข์ของพระองค์ได้แล้ว คือทำให้แจ้งซึ่งกิเลสนฤพานแลขันธ์นฤพานได้แล้ว ทรงสั่งสอนสัตว์ให้รู้ตามเห็นตาม ดับเพลิงกิเลสเพลิงทุกข์ทำให้แจ้งซึ่งพระนฤพานได้ด้วย พระองค์นั้นจึงเป็นผู้เลิศกว่าสัตว์ประเสริฐกว่าสัตว์ เป็นผู้อัศจรรย์ใหญ่ยิ่งนัก ควรเลื่อมใสจริงๆ

สวากขาโต ภะคะวะตา ธัมโม พระธรรมที่เป็นที่พึ่งของเรา ที่พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสดีแล้ว ทรงคุณ คือดับเพลิงกิเลสเพลิงทุกข์ ของสัตว์ เป็นผู้ปฏิบัติ ชอบช่วยให้พ้นจากทุกข์ภัยทั้งสิ้นได้คือ ศีล สมาธิ ปัญญา มรรค ผล นฤพาน พระธรรมนั้นท่านทรงคุณ คือดับเพลิงกิเลสเพลิงทุกข์ได้อย่างนี้ จึงเป็นอัศจรรย์ใหญ่ยิ่งนัก ควรเลื่อมใสจริงๆ

สุปะฏิปันโน ภะคะวะโต สาวะกะสังโฆ พระสงฆ์ผู้สาวกของพระผู้มีพระภาคเจ้า ที่เป็นที่พึ่งของเรา ท่านปฏิบัติดีแล้ว ทำให้บริบูรณ์ในศีล สมาธิ ปัญญา บรรลุมรรคผล ทำให้แจ้งซึ่งพระนฤพาน ดับเพลิงกิเลสเพลิงทุกข์ของตนได้แล้ว สั่งสอนผู้อื่นให้รู้ตามเห็นตาม ดับเพลิงกิเลสเพลิงทุกข์ได้ด้วย และเป็นเขตต์ให้เกิดบุญเกิดกุศลแก่เทวดาแลมนุษย์มากนัก พระสงฆ์นั้นท่านปฏิบัติดีอย่างนี้ จึงเป็นอัศจรรย์ใหญ่ยิ่งนัก ควรเลื่อมใสจริงๆ

เมื่อนึกถึงคุณพระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ สามรัตนะนี้ ตรึกตรองด้วยปัญญา ครั้นเห็นจริง เกิดเลื่อมใสขึ้นแล้ว จะนึกแต่ในใจหรือเปล่งวาจาว่า

อะโห พุทโธ พระพุทธเจ้าที่เป็นที่พึ่งของเรา พระองค์ตรัสรู้จริงเห็นจริง สำเร็จประโยชน์ตน สำเร็จประโยชน์ผู้อื่นได้แล้ว ควรซึ่งทักขิณาอันเลิศ เป็นผู้ประเสริฐกว่าสัตว์หมดทั้งสิ้น เป็นอัศจรรย์น่าเลื่อมใสจริง

อะโห ธัมโม พระธรรมที่เป็นที่พึ่งของเรา ท่านทรงคุณ คือดับกิเลสเครื่องร้อนใจของสัตว์ได้ นำสัตว์ออกจากทุกข์ได้ เป็นอัศจรรย์น่าเลื่อมใสจริง

อะโห สังโฆ พระสงฆ์ที่เป็นที่พึ่งของเรา ท่านปฏิบัติดีแล้ว เป็นเขตต์บุญอันเลิศ หาเขตต์บุญอื่นยิ่งกว่าไม่มี เป็นอัศจรรย์น่าเลื่อมใสจริง ภาวนาดังนี้ก็ได้ดีทีเดียว

เมื่อถึงพระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ สามรัตนะนี้เป็นที่พึ่งของตนจริงๆ เสมอด้วยชีวิตแล้ว ท่านกล่าวว่าถึงสรณะแล้ว มีผลอานิสงส์ใหญ่ยิ่งกว่าทานหมดทั้งสิ้น

อนึ่ง ผู้ใดได้ความเชื่อความเลื่อมใสในพระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ สามรัตนะนี้แล้ว ผู้นั้นได้ชื่อว่าเลื่อมใสแล้วในที่อันเลิศ ผลที่สุดวิเศษ เลิศใหญ่ยิ่งกว่าผลแห่งกุศลอื่นๆ ทั้งสิ้น ย่อมมีแก่ผู้เลื่อมใสในรัตนะทั้งสามนั้น

อนึ่ง พระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ เป็นรัตนะอันเลิศวิเศษยิ่งกว่ารัตนะอื่นๆ หมดทั้งสิ้น ย่อมให้สำเร็จความปรารถนาแก่สัตว์ผู้ที่เลื่อมใสได้ทุกประการ

เหตุนั้น เราทั้งหลายจงอุตส่าห์นึกถึงคุณพระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ ให้เกิดความเลื่อมใสทุกๆ วันเถิด จะได้ไม่เสียทีที่ประสพพบพระพุทธศาสนานี้ นี้วิธีระฤกถึงคุณพระรัตนตรัย

HOME | DHAMMAYUT USA | TEMPLE MAP | CONTACT

Wat Buddhadhammadharo 1217 Babel Lane Concord California 94518 USA.

วัดพุทธธัมมธโร เมืองคอนคอร์ด มลรัฐแคลิฟอร์เนีย สหรัฐอเมริกา.