สัลเลขธรรม
พระอาจารย์สิงห์ทอง ธมฺมวโร
เทศน์เมื่อวันที่ 15 มกราคม 2522

การฟังธรรมะเป็นเรื่องก่อจิต อบรมใจ ถ้าฟังอยู่บ่อยก็ไม่ใคร่จะมีรสชาติเท่าไร หากนาน ๆ ฟังที รู้สึกว่ารสชาติของธรรมะดีขึ้น บางท่านบางคนก็ถือว่าเสียเวลา สู้ปฏิบัติอยู่โดดเดี่ยวคนเดียวไม่ได้ บางท่านบางคนที่ไม่มีธรรมในตน ก็อาศัยผู้อื่นแสดงให้ฟัง การฟังธรรมะที่ท่านแสดงนั้น ก็เหมือนกันกับเราคอยคนอื่นทำมาให้กิน มันสะดวกสบายกว่าที่เราค้นคว้าหาทำเอง แต่รสชาติที่เขาปรุงมาให้ ทำมาให้ มันจะถูกกับปากของเราหรือไม่นั้น มันก็แล้วแต่รสชาติ ธรรมะที่ท่านแสดงไป โดยส่วนใหญ่ก็มีหลายรสหลายชาติ ตรงไหนที่ควรจะนำมาพินิจพิจารณาศึกษาชำระใจตัวนั้น ก็หยิบยกเตามา ไม่ใช่ว่าท่านแสดงอะไรก็จะนำไปพินิจพิจารณาหมด

การแสดงธรรมะป่า ก็แสดงธรรมะภาคปฏิบัติ การูปฏิบัติ ก็คือ ปฏิบัติกาย วาจา จิต ของตัว ไม่ได้ไปปฏิบัติที่อื่น เพราะกิเลสเกิดขึ้นจากกาย วาจา จิต มรรค ผล ก็เกิดขึ้นจากกาย วาจา จิต ทุกคนมีกาย มีวาจา มีจิต ถ้าหากจิตยังไม่พ้นไปจากอาสวกิเลส ทุกคน ทุกวัน มันก็มีเรื่องที่จะเข้าไปสู่จิตใจของตัวให้ชั่วเสีย ฉะนั้น จึงมีการตรวจตราพิจารณาชำระใจ เหมือนกันกับลานวัดของเรานี้แหละ เราปัดกวาดอยู่ทุกวัน ทุกวัน ถึงกระนั้นก็ยังมีใบไม้ หรือความสกปรกอื่น ๆ เกิดขึ้น ที่ไม่ได้ชำระไม่ได้ปัดกวาดเสียเลย มันเป็นอย่างไรนั้นเราก็มองไม่ค่อยเห็นกัน เพราะมันรกอยู่แล้ว

จิตใจพื้นฐานของคนธรรมดาที่ไม่ได้ชำระสะสาง เขาอยู่ในโลกเรื่อยมา ไม่ได้ตรวจตราพิจารณาเรื่องจิต ก็เหมือนป่าที่ไม่มีใครไปแผ้วไปถาง ไปปัดไปกวาด รกอยู่ตามธรรมชาติของมัน ใบไม้หล่นลงมามากน้อยเท่าไร ก็ไม่ทราบว่าใบไม้เป็นใบหล่นใหม่หล่นเก่า เพราะมันหนาแน่นอยู่แล้ว เลยไม่ทราบไม่เข้าใจ อะไรตกลงไปในที่นั้น ถ้าหากเป็นของเล็กน้อยก็หายาก ถ้าเป็นของใหม่ก็พอมองเห็น นี่คือที่สกปรก ที่รกของธรรมชาติ ป่าดงพงทึบ

จิตใจของมนุษย์เราก็เหมือนกัน คนที่ไม่หมั่นชำระจิตใจของตัว ถ้าไม่โกรธหนัก ไม่มีอะไรกระทบหนัก ก็ไม่ทราบว่ามันเป็นอย่างไร ถ้ากระทบหนัก ๆ เข้า ถึงค่อยเข้าใจว่าอันนี้มันเป็นอย่างนั้น อันนั้นมันเป็นอย่างนี้ ไปโดนความรักหนักเข้า ไปโดนความรังเกียจหนักเข้าก็ทราบ โลภ โกรธ หลง เกิดขึ้นหนักแน่นก็ทราบ แต่ก็ไม่ได้ชำระเหมือนกิ่งไม้ใหญ่ ๆ หักลงมาก็ทราบว่ามันหักลงมา แต่ใบไม้ธรรมดาที่ตกที่หล่นไม่ค่อยเห็น จิตใจของผู้ไม่บำเพ็ญสมณธรรมก็ทำนองเดียวกันอย่างนี้ รกอยู่ตลอดวันตลอดเวลา กว่าจะชำระสะสางให้จิตใจของตัวสะอาดนั้นมันยาก เพราะมันสะสมความสกปรกโสมมมาเป็นระยะยาวนาน คนที่ปัดกวาดชำระจิตใจอยู่บ่อย ๆ นั้น จิตใจมันสะอาด อารมณ์สัญญาอะไรผ่านมา หรือเกิดขึ้น มองเห็นง่าย เหมือนผ้าขาวที่สะอาด ผงธุลีอะไรไปติดเปื้อนนิดหน่อยก็มองเห็น ลานวัดที่สะอาด ใบไม้มันตกมันหล่นลงมา เราก็ทราบก็เห็น แม้แต่เข็มตกลงไปก็พอมองเห็นได้ เพราะมันสะอาด ธรรมชาติของความสะอาดจะต้องถูกดูแลรักษาอยู่เรื่อย ๆ จึงจะสะอาดได้ เรื่องจิตใจของพวกเราก็ทำนองเดียวกัน (มีต่อ)

หมั่นชำระอารมณ์สัญญามานะทิฐิต่าง ๆ ให้ตกให้หล่นออกไป ใจจึงจะสะอาด ไม่อย่างนั้นจะสกปรกโสมมอยู่เรื่อยไป ไม่มีวันมีเวลาที่จะสะอาด สงบระงับ เพราะอารมณ์สัญญานั้นมันเกิดขึ้นทั้งกลางวัน กลางคืน ยืน เดิน นั่ง นอน มันไม่เลือกว่าตอนนั้น ตอนนี้ เหมือนใบไม้ที่มันหล่น กลางคืนมันก็หล่น กลางวันมันก็หล่น หล่นลงมาอยู่เรื่อยลานวัดที่เราปัดกวาดเอาไว้ ถ้าไม่ปัดกวาด อีกวันสองวัน มันก็ไม่น่าดูไม่น่าอยู่ ไม่น่าอาศัย เพราะความสกปรก จะไปจะมาที่ใด จะเดินจงกรมก็ไม่ทราบว่าอะไรต่ออะไรรกรุงรังอยู่นั้น นี่คือ...ไม่ได้หมั่นชำระปัดกวาด ถ้าหมั่นชำระปัดกวาดอยู่ทุกวันทุกเวลา อะไรตกลงมา เราก็ปัดกวาดออกไป มันน่าอยู่ น่าอาศัย จะนั่งจะเดินก็สะดวก มองดูก็สบายตาสบายใจเพราะความสะอาด จิตใจที่สะอาดก็เหมือนกันพยายามกำจัดปัดเป่า ปัดกวาดอารมณ์สัญญาที่เป็นข้าศึกของอรรถของธรรมออกไปให้ใจมันสะอาด ใจมันผ่องใส ใจมันสุข ใจมันเย็น ไม่มีใครที่ไหนอื่นเขาจะมาชำระให้ เรื่องของใจช่วยกันไม่ได้จะต้องอาศัยตัวของตัวเอง หมั่นกำหนดพินิจพิจารณารักษา ถ้าหากหวังก้าวหน้าในทางอรรถทางธรรม ถ้าทิ้งปล่อยเอาไว้ไม่ชำระสะสาง เราจะอยู่ในสถานที่สงบเงียบวิเวกขนาดไหน แต่ก็ปล่อยใจไหลไปตามสัญญาอารมณ์ ไม่ชำระปัดกวาดจิตใจของตน อารมณ์อะไรที่จรมาหรือผุดขึ้นก็รับเอาไว้ ถ้าเป็นอย่างนั้น ใจมันก็ไม่สว่างไสว ใจมันก็ไม่สุข ไม่เจริญให้ เราเป็นเจ้าของของใจ ก็เลยไม่สุขไม่สบาย ตาไปเห็น หูได้ยิน ก็รับเอาตั้งแต่เรื่องของกิเลส ตัณหาของทางชั่วช้าลามกเข้ามาในจิตในใจ ไม่ชำระสะสางออกไป

ความจริงเรื่องของใจอยู่กับปัญญา ที่จะดีจะชั่วได้ ที่จะเป็นธรรม เป็นโลก เพราะปัญญารักษาใจ ไม่ใช่ว่ามันดีไปเอง มันชั่วไปเอง มันจะต้องอาศัยปัญญาชำระ กิเลสตัณหาจะเกิดขึ้นก็เพราะขาดปัญญา ไม่พิจารณาชำระใจของตัว ตาไปเห็น ถ้าสิ่งที่ชอบก็เกิดความอยากได้ โลภในจิตในใจ หลงใหลใฝ่ฝัน ถ้าไม่ชอบก็รังเกียจไม่อยากได้ เป็นทุกข์ทางจิตทางใจ หูก็เหมือนกัน มันเกิดขึ้นจากปัญญาที่จะชำระสะสาง ที่จะเป็นกิเลสก็เกิดจากทุปัญญา คือ หาปัญหาจะพิจารณาแก้ไขมิได้

เมื่อเห็นสิ่งใดที่จะเป็นประโยชน์ ที่จะเกิดอรรถเกิดธรรม ต้องอาศัยปัญญาพิจารณาในสิ่งนั้น ๆ ให้เป็นอนิจจัง ทุกขัง อนัตตาไป หรือไม่อย่างนั้น ก็พิจารณาหาทางแก้ไขว่า สิ่งเหล่านี้มันเคยมีมาก่อน ตั้งแต่เรายังไม่เห็น ไม่ใช่ว่ามันเพิ่งจะมีวันนี้ จิตใจที่ไปยึดถือติดข้อง เป็นจิตใจที่หลงใหลจิตใจที่ไร้อรรถธรรม ไม่ทราบเรื่องเหล่านั้นตามเป็นจริงของมัน มันจึงเกิดการยึดถือติดข้องในสิ่งเหล่านั้น นี่...เป็นเรื่องปัญญาที่จะตรวจตราพิจารณาสอนใจของตัว ถ้าขาดปัญญาแล้วสรุปที่มีอยู่ก็เป็นข้าศึกศัตรูแก่จิตแก่ใจของตัว ไปสถานที่ใด ใจเลยไม่มีความสุขความสบายให้ เพราะเห็นรูป เพราะฟังเสียง เพราะถูกกลิ่น ลิ้มรส สัมผัส

ใจขาดปัญญา ใจไกลจากธรรมะ ใจคนนั้นจะเกิดทุกข์เกิดโทษแก่ตัวของตน ทั้งดีทั้งชั่วมันจะมารุมอยู่ในจิตในใจให้เกิดทุกข์ เพราะความรักก็เกิดทุกข์ได้ ความเกลียดชังก็เกิดทุกข์ได้ ไม่ใช่ว่ามันเกิดทุกข์ตั้งแต่ความไม่ชอบเท่านั้น ความชอบก็เกิดทุกข์ได้ เพราะใจไปติดไปข้อง ท่านจึงให้มีสติระลึกรู้ มีปัญญาแนะสอนจิตใจ ทุกอย่างถ้าหากมีปัญญาชำระจิตใจ ระวังรักษาอยู่อย่างนั้น ก็เหมือนกันกับเราที่ต้องการที่อยู่อาศัย ไม่ว่าลานวัด หรือกุฎี ศาลา ที่พักพาอาศัย มันสะอาดน่าอยู่ น่านอน

จิตใจก็ทำนองเดียวกัน ถ้าเราชำระอยู่อย่างนั้นมันสะอาด สัญญาอารมณ์ออกมาในจิตในใจ เราต้องชำระแก้ไขด้วยอรรถด้วยธรรม ใจก็ไม่หวั่นไหว ใจก็ไม่สกปรกไปด้วยสัญญาอารมณ์ต่าง ๆ นี่คือ... การปฏิบัติ

เรื่องจิตใจของตัว ถ้าหากไม่ปฏิบัติปล่อยไว้ จะไปที่ไหนก็ไป จิตใจจะสว่างไสว จิตใจจะเจริญรุ่งเรืองนั้นมันเป็นไปไม่ได้

การชำระใจจึงเป็นเรื่องสำคัญ โดยเฉพาะอย่างยิ่งก็คือพวกนักบวช มุ่งมั่นมาชำระจิตใจ มาฝึกนิสัยของตัวให้เป็นอรรถเป็นธรรม ไม่ใช่บวชเล่นบวชอยู่ บวชกิน บวชหลับ บวชนอนเท่านั้น บวชเพื่อชำระสะสางจิตใจที่ชั่วที่เสียให้ตกออกไป เพราะนักบวชกิจการงานบ้านช่องไม่มี มีแต่กิจของสงฆ์ กิจของนักบวช และก็เป็นกิจที่เบา กินที่ง่าย กิจที่สบายไม่ได้วุ่นวายกังวล ไม่มีการสะสมอะไรใหญ่โต มีแต่ชำระสะสางจิตใจของตัวอยู่ตลอดเวลา นี่คือนักบวชที่ตั้งหน้าตั้งตาดูแลรักษาจิตใจของตัว สิ่งที่ชั่วที่มันติดมันข้อง พยายามซักฟอกจิตใจของตัวให้สะอาด

ธรรมของพระพุทธเจ้าซึ่งเป็นสัลเลขธรรม สัลเลขกถา สิ่งที่ควรพิจารณาหรือนำมาแนะสอนพูดจากันในพวกนักบวช

“สัลเลข” หมายถึง การขัคเกลากิเลส ตัณหา เป็นกถาที่ควรพูดกันในเพศของสมณะ หรือในเพศของผู้ประพฤติปฏิบัติท่านกล่าวเอาไว้

อัปปิจฉตา เป็นผู้มักน้อย

การมักน้อยที่พระพุทธเจ้าสอนนั้นไม่ใช่มักน้อยอะไร มักน้อยในอารมณ์สัญญา มักน้อยในกิเลสตัณหา มักน้อยในสังขารการปรุงคิด ถ้าหากคิดไปมาก ปรุงไปมาก ยิ่งอยากใหญ่ อันนั้นก็อยากได้ อันนั้นก็อยากเห็น อันนั้นก็อยากเป็น อยากรู้ จิตใจเช่นนั้นไม่สงบได้ วิ่งวุ่นเรื่อยไป ท่านจึงไม่ให้มักใหญ่ใฝ่สูงในอารมณ์ สัญญาต่าง ๆ นานา ของจิตของใจ เช่น ผู้บริกรรมก็รีบเร่งบริกรรมทำความรู้สึกในคำบริกรรมของตน อารมณ์อื่นเกิดขึ้นก็ไม่เกี่ยวข้อง ผ่านมาก็ไม่ติดตาม ตั้งหน้าบริกรรมอยู่นั้น จนจิตสงบระงับรวมลงเป็นหนึ่ง

ผู้พิจารณาสิ่งต่าง ๆ นานา ก็เหมือนกัน พอจิตไปสัมผัสกับอารมณ์อะไร จะพิจารณาอันนั้นให้เข้าใจแจ่มแจ้ง ไม่ใช่พิจารณาสุ่มเดา เอาจนจิตใจเข้าใจในสิ่งนั้น ๆ ตามเป็นจริงของมัน มันจะปล่อย จะละ จะทอด จะทิ้ง ไม่ยึด ไม่ถือในสิ่งนั้น ๆ ต่อไป ถึงสิ่งนั้นจะมีอยู่ในโลก แต่จิตของท่านก็ไม่ไปหลงใหล เพราะความเข้าใจในสิ่งนั้นตามเป็นจริง อยู่โดยได้รู้ได้เข้าใจจากการพินิจพิจารณา

นี่คือ... มักน้อยที่พระพุทธเจ้าสอนถ้ามักใหญ่ใฝ่สูง อันนั้นก็อยากได้ อันนี้ก็อยากมีอยากมีฤทธิ์มีเดช อยากเหาะเหินเดินคิดไปต่าง ๆ นานา อยากรู้วาระจิตของคนนั้น วาระจิตของคนนี้ คิดนอกลู่นอกทางอย่างนั้น ทั้ง ๆ ที่หลับตาภาวนา แต่จิตก็ปรุงคิดติดข้อง มีแต่ความอยากทางตัณหา คนนั้นจะไม่มีวันสงบระงับ เรื่องมันจะเห็นจะเป็นนั้นมันเป็นเรื่องอุปนิสัยของแต่ละท่าน แต่ละคน ขอให้ชำระจิตใจของตนให้สะอาด จิตใจของตนให้บริสุทธิ์ เรื่องเหล่านั้นมันเกิดขึ้นมาเอง ถ้าเรามีวาสนา มีบารมี ที่เคยสะสมมาก่อน ไม่ต้องอยากมันก็เป็นขึ้น เพราะแต่ก่อนเราเคยสั่งสมมีอยู่แล้วเกิดขึ้น เป็นขึ้น นี่คือ...ความมักน้อย สันโดษในจิตในใจ

คนที่มักน้อยสันโดษในจิตในใจอย่างนั้น ไปอยู่ในสถานที่ใด มุ่งหน้ามุ่งตาภาวนาชำระจิตของตัว ไม่ปรุงไม่คิด อยากก่อสร้างอันนั้น อยากทำอันนี้ มีแต่ชำระจิตชำระใจของตัว อยู่สถานที่ใดอยู่ได้สะดวกสบาย มีแต่ตั้งหน้าชำระภายใน นี่คือ...ผู้ปฏิบัติเพื่อความพ้นทุกข์ที่พระพุทธเจ้าสอน ความมักน้อยเป็นธรรมที่ควรจะนำมาพินิจพิจารณา นำมาศึกษา นำมาพูดจาปรารภกัน เป็นเรื่องกำจัดขัดเกลากิเลส เมื่อมักน้อยสันโดษในจิตในใจอย่างนั้น การงานเรื่องของโลกก็เบาไป ไม่ได้มุ่งกระทำสิ่งนั้นสิ่งนี้ใหญ่โตรโหฐาน อยู่ที่ไหนก็อย่าไป เพราะจิตสงบจิตระงับ ห้ามกันไม่ให้จิตใจปรุงคิดติดข้องไปในทางใหญ่โต พิจารณาชำระแต่จิตของตัวอยู่เรื่อย ๆ ไป นี่คือ...ผู้ที่มีสันโดษในใจไม่มักใหญ่ใฝ่สูง มีแต่ตั้งหน้าตั้งตาชำระกิเลส

สันตุฏฐิตา คือ ยินดีตามมีตามเกิดของตัว มันมีอะไรก็ยินดีตามมีตามได้ ไม่แสวงหาจนเกินขอบเกินเขต เช่น กุฎีวิหารที่อยู่อาศัย มีเล็กก็อยู่หลังเล็ก มีผู้ใหญ่ก็อยู่หลังใหญ่ ไม่ได้ก่อสร้างปรุงคิด อยากจะก่ออันนั้นสร้างอันนี้ให้ดีให้เด่นให้โด่งให้ดัง มีแต่สร้างจิตสร้างใจของตัวให้สงบระงับ ยินดีกับสัญญาอารมณ์ที่มีอยู่ ไม่ฟุ้งไม่ปรุงไปข้างนอก พูดเข้ามาภายใน ยินดีกับความเป็นอยู่ในจิตในใจของตัว ไม่ไปยึดไปเกี่ยวข้องกับสิ่งอื่นเช่น เรื่องของกายมันมีอยู่เท่าไร เราก็ยินดีอยู่ในการพิจารณากายของตัว ไม่ปรุงจิตไปคิดยึดถือในคนอื่น ไม่เห็นอะไรที่วิเศษไปจากกาย จากใจของตัว กายของตัวเท่านั้นเป็นที่อยู่อาศัย ที่จะสร้างคุณงามความดีได้ กายของคนอื่นเขาจะสวยสดงดงามขนาดไหนเป็นเรื่องของเขา วาสนาของเขา เรามีเท่าไรเราก็ดูเรื่องกายเรื่องใจของตัวอยู่นี้ พูดถึงเรื่องธรรมะมันเกิดขึ้นแค่ไหน เราก็ยินดีเต็มใจอยู่ในความเป็นอยู่ของตัว คือตั้งหน้าตั้งตารักษาไม่ให้จิตคิดใหญ่ใฝ่สูง รักษาอารมณ์สัญญาของตัว มันยังไม่ดีไม่วิเศษ ก็อย่าไปเห่อเหิม แต่ก็ตั้งหน้าตั้งตาทำไปตามกำลังความสามารถของตัว มันจะดีขนาดไหนนั้นเป็นผลของการกระทำ ให้ยินดีในอารมณ์ของตัวที่มีอยู่ เราคิดเราปรุงอะไรก็ให้ทราบให้เข้าใจ นี่คือ...สันตุฏฐิตายินดีตามมีตามเกิด ปัญญามันเกิดขึ้นมา สติมันเกิดขึ้นมาอย่างไร ก็ให้ยินดีอยู่ในสิ่งที่มันมี มันเป็นในกายในใจของตน แต่ไม่ละความพยายาม ไม่ละความเพียร ตั้งหน้าตั้งตาพินิจพิจารณา ตั้งหน้าตั้งตาชำระใจ นี่คือ... สันตุฏฐิตาภายใน รักษาใจของตัวให้สะอาด อย่าไปโลภมาก คิดปรุงอย่างนั้นอย่างนี้

เมื่อมีสันตุฎฐิตา อัปปิจฉตา แล้วจิตใจมันจะเป็น อสังคณิกา คือ ไม่มีการวุ่นวายกังวลกับการงานและอารมณ์ผู้คนภายนอก มีจิตใจสงบจากสัญญาอารมณ์ จากการจากงาน จากผู้จากคนภายนอก อยู่กับวงอรรถวงธรรมที่ตนพินิจพิจารณาอยู่นั้น เลยเกิดเป็น วิเวกตา วิเวก สงบทางกายทางใจ เพราะไม่มุ่งใหญ่ใฝ่สูงอะไร

เมื่อมันเป็นวิเวกตา วิริยารัมภะ ความเพียรมันก็ติดต่อหน่อเนื่องกันไป อะไรที่เกิดเป็นเห็นขึ้นในจิตในใจก็จดจำได้ อะไรที่ชำระสะสางตกออกไปก็รู้จัก สัญญาอารมณ์ส่วนใดที่ผ่านเข้ามา เรายังละยังถอนไม่หมด ก็พยายามละ พยายามถอนต่อไป เมื่อมันเป็นวิริยารัมภะ คือ ปรารภความเพียรอยู่สม่ำเสมอ จิตใจไม่เผลอ ไม่ประมาท มันก็เกิดศีลขึ้น คือ ความปกติของใจ ไม่วอกแวกเอนเอียงไปตามเรื่องต่าง ๆ มีความปกติทางจิต เห็นอะไรก็เข้าใจในสิ่งนั้น ๆ ตามเป็นจริงของมัน ไม่หวั่นไหว ไม่วอกแวก จิตเมื่อมีวิเวกตา วิริยารัมภา เกิด ศีล ขึ้นอย่างนั้น สมาธิ ความตั้งมั่นของใจมันก็เป็นผลพลอยได้ เกิดขึ้น หนักแน่นในจิตใจ หรือจะรวมลงไปเป็นเอกเทศ เป็นอัปปนาก็ได้เป็นบางกาลบางสมัย

นี่คือ...เรื่องของผู้ประพฤติปฏิบัติชำระใจของตัว จะต้องมีธรรมเหล่านี้ประจำตัวเรื่อยไป พอเกิดสมาธิความตั้งมั่นของใจ ลงรวมให้แล้ว เมื่อถอดถอนขึ้นมาพิจารณาอะไรก็จะทราบจะเข้าใจในสิ่งนั้น ๆ

สิ่งที่เราเคยสงสัยในจิตในใจ แก้ไขไม่หลุดไม่ออก เมื่อ ปัญญา เพียงพอก็สามารถฟาดฟันความสงสัยนั้น ๆ ให้ตก ให้หายไปได้ เมื่อปัญญาสามารถอาจหาญ ชำระสะสางอารมณ์สัญญากิเลสตัณหา ให้ตกขาดออกไป มันก็เกิด วิมุตติ ขึ้นในจิตในใจ คือ ความพ้นไปจากความสงสัย ความพ้นไปจากอาสวะภายใน โดยไม่มีใครมาบ่งบอกแต่เรารู้เราเข้าใจ เพราะจิตที่มีสมาธิ มีปัญญามีธรรมะในตัวนั้น มันเห็น มันเป็นในเรา เราจึงทราบแต่ก่อนถึงจะละเอียดในทางปัญญา แต่จิตใจที่พ้นไปจากกิเลสตัณหานั้น มันยังไม่ประจักษ์ชัดเจนในตัวของตัว ยังเกิดสงสัยลังเลว่าอันนี้มันขาดไปจริงหรือไม่ หรือมันเป็นอย่างไร เมื่อมันพอในเรื่องของมัน มันเกิด วิมุตติ สมมุติที่เราเคยใช้กัน เคยเห็นเคยเป็นในใจ มันตกออกไป

วิมุตติ ความหลุดพ้นนั้น ถ้าเป็น ตทังควิมุตติ ก็อยู่ในขั้นของสมาธิ คือ จิตรวมลงเป็นหนึ่ง มันก็ดับระงับไว้ได้ แต่ถ้าเป็น สมุทเฉทวิมุตติแล้ว ถึงมันจะรวมหรือไม่รวม มันก็ทราบ ก็เข้าใจว่าไม่มีอะไรอีกที่จะชำระสะสาง ไม่มีอะไรอีกที่จะบำเพ็ญให้เห็นให้รู้ยิ่งกว่านี้ ถึงจะไม่มีฤทธิ์เดชเก่งกาจขนาดไหนก็ตาม แต่ก็มีฤทธิ์เดชชำระกิเลสตัณหาภายในจิตในใจของตัว ความอยากในจิตในใจซึ่งเคยอยากอย่างนั้นอยากอย่างนี้ในทางฤทธิ์ทางเดชมันก็ตกไป เพราะเหตุใด เพราะ วิมุตตินั้นมันไม่ได้อยู่ในวงของสมมุติที่เราเคยเห็นเคยเป็นมาก่อน จึงทราบ จึงเข้าใจในตัวของตัวเองเมื่อมันเกิดวิมุตติ วิมุตติญูาณทัสสนะ เมื่อจิตหลุดพ้นจากกิเลสตัณหา ญาณก็หยั่งรู้ว่า จิตของเราไม่ใช่จิตธรรมดา ไม่ใช่จิตที่ควรชำระแก้ไขอีก มันเกิดขึ้น มันเป็นขึ้นโดยไม่ต้องไปหาคนอื่นมารับรอง หรือไม่ต้องหาประกาศนียบัตรมาจากที่ไหน นี่คือการชำระใจ การกระทำจิต

การบำเพ็ญปฏิบัติในทางธรรมะที่พระพุทธเจ้าสอน ถ้าหากมันวกออกไปจากสิ่งเหล่านี้ก็ไม่มีทางที่จะเข้าถึง ไม่มีทางที่จะเห็นจะเป็น จะดี จะเด่นได้ ธรรมทั้ง 10 ประการที่ท่านกล่าวเอาไว้ตั้งแต่ อัปปิจฉตา สันตุฏฐิตา อสังคณิกา วิเวกตา วิริยารัมภะ ศีล สมาธิ ปัญญา วิมุตติ วิมุตติญาณทัสสนะ นี่...เป็นกถาที่เราควรพินิจพิจารณา เป็นกถาที่เราควรพูดกัน

การพูดนอกออกไปจากนี้ ท่านถือว่าเป็นดิรัจฉานกถา เป็นกถาที่ไม่ควรพูดควรจา พูดไปแล้วทำให้ใจหลงใหลใฝ่ฝัน ทำให้ใจมัวเมา ทำให้ใจเกิดกิเลส ท่านจึงห้ามปราบเอาไว้ ไม่ควรจะพูด เพราะผู้พูดพูดไป ผู้ฟังก็หลงใหลเคลิบเคลิ้มไปตามคำพูดนั้น ๆ เป็นทางที่ทำจิตทำใจให้ห่างไกลจากมรรคจากผล

คนที่บำเพ็ญตนอยู่ตามเรื่องที่พระพุทธเจ้าสอน คือ สัลเลขกถา ทั้ง 10 ประการนี้ มีโอกาสมีเวลาที่จะพ้นไปจากกิเลสตัณหา ถ้าใครหมั่นประพฤติปฏิบัติชำระใจของตนอย่างที่ท่านแนะสอนเอาไว้ ไม่มีใครที่จะพลาด จะผิด จากมรรค จากผลอันนี้

จิตของเราไม่เป็นอย่างนั้น ไม่หมั่นชำระสะสาง มีความอยากอย่างนั้น มีความอยากอย่างนี้ ไม่อยู่ในวงของอรรถของธรรม อยากใหญ่ใฝ่สูง ไม่สันโดษ กำลังพิจารณาอันนี้ ก็วิ่งวุ่นไปอยากจะพิจารณาอันนั้น หมายถึงเรื่องของใจที่ไม่มีอัปปิจฉตา ความมักน้อยในจิตในใจ มันใคร่ไปทุกสิ่งทุกอย่าง เลยขอบเลยเขต เมื่อมันเป็นในจิตในใจแรงขึ้นมา มันก็ออกมาทางวาจา พูดคุยกันไป แล้วก็กระทำไปในสิ่งที่มันชอบมันปรุงนั้น ๆ ถ้าหากหักห้ามเอาไว้ มีใจเป็นอัปปิจฉตา มักน้อย มีสันตุฏฐิตา ยินดีตามมีตามเกิดของใจแล้ว คนนั้นสุข คนนั้นสบาย ไม่วุ่นวาย จะเป็นวิเวกตา เป็นศีล เป็นความเพียรไปได้ นี่คือ...การแก้ไขจิตใจ การดูแลจิตใจของตัว การชำระใจของตัว

อย่างเราทุกวันนี้ ก็ไม่มีหน้าที่การงานอะไร เรามาบวชมาปฏิบัติเพื่อฝึกหัดอบรมใจของตัว ไม่ใช่มาบวชเพื่อเล่นเพื่อเพลิน นักบวชก็ดี ฆราวาสผู้ไม่มุ่งมั่นในการปฏิบัติก็ดี ความแก่ ความตายนั้นมันไหลเข้าในกายของตัวอยู่ทุกวินาที ไม่ใช่ว่ามันจะปล่อยปละละเลยเรา เราจะประมาทหรือทำความเพียรอยู่ ความแก่มันก็ไล่มาอยู่ทุกกาลทุกเวลาอย่างนั้นอายุของเรากี่ปีแล้ว ข้างหน้าจะมีอีกกี่ปีเราจะถึงซึ่งความตาย สิ่งที่เราได้ เราเห็น เราเป็นในใจนั้นมีอะไรบ้าง ได้ตรวจตราพิจารณาไหม ต้องตรวจตราพิจารณาบ่อย ๆ ถ้าหากไม่เห็นไม่เป็นอะไรให้ก็รีบเร่งทำความเพียรทางจิตทางใจ อาศัยธรรมะที่พระพุทธเจ้าสอนมาตรวจตราพิจารณาอยู่เรื่อย ๆ

เมื่อจิตเห็น จิตเป็นในอรรถในธรรม ถึงวันเวลาจะผ่านไป มันจะแก่ไปก็เป็นเรื่องสังขารร่างกายส่วนใจก็แก่ไปในอรรถในธรรม แก่ไปในการชำระสะสางกิเลส จนแก่สุดคือถึงวิมุตติ

กายยังไม่แก่ถึงที่สุด ยังไม่ตาย แต่ใจก็ตาย ชำระสะสางกิเลสตัณหาหายไป ใจสุข ใจสบาย ใจเย็น เพราะรู้เห็นเรื่องอรรถธรรมความเกิดความตาย ภพชาติต่อไปมีในใจไหม เราทราบดีว่า ไม่มีอะไรที่จะก่อภพก่อชาติอีกได้ เพราะใจหมด ใจขาดจากอาสวะ ทราบเข้าใจจากตัวของตัวเองอย่างนั้น ท่านจึงสุขจึงสบาย เมื่อเวลาตายก็ไม่กระวนกระวายว่าอยากจะมีอายุยืนยงคงอยู่ เมื่อเวลาอยู่ก็ไม่มีอะไรที่จะมารบกวนจิตใจที่บริสุทธิ์นั้นให้เสียหายขุ่นมัวไปอีก นี่คือ...อานิสงส์ที่ผู้ประพฤติปฏิบัติจะต้องเห็น ต้องเป็นในตัว

ถ้าไม่เห็นไม่เป็นทางอรรถทางธรรมแล้ว การบวชถือว่าเป็นของยาก ของลำบาก เพราะตามี ก็ไม่ให้ดูสิ่งที่ตัวชอบ หูมี ก็ไม่ให้ฟังสิ่งที่ตัวชอบ บังคับจิต ปิดหู ปิดดา ทั้งที่ตาดี ก็ทำเป็นตาบอด หูดี ๆ ก็ทำเป็นหูหนัก หูหนวกไป มันจึงลำบากเพราะใจของเรา ถ้าหากไม่มีอรรถมีธรรม มันเป็นอย่างนั้น ถ้าหากมีอรรถมีธรรม มันสุข มันสบาย เขาเห็นสิ่งนั้น เขาเห็นสิ่งนี้ เพลิดเพลินติดข้องก็เพราะเขาไม่เห็นอรรถเห็นธรรม เขาไม่ได้ทราบเรื่องความจริงในสิ่งนั้น ๆ เขาจึงหลงใหลใฝ่ฝัน ถ้าหากเขาทราบความจริงแล้ว จะไปหลงใหลอะไรกัน เพราะสิ่งนั้น ๆ รูปก็สักแต่ว่ารูปเท่านั้น ตาเห็นก็สักแต่ว่าเห็น ไม่มีอะไรที่จะให้ดีให้ชั่ว นอกจากจิตไปหลงใหลถ้ามันชอบก็เกิดความยินดี ถ้ามันไม่ชอบก็เกิดความยินร้าย มันมีเท่านั้น โลกอันนี้ มันไม่มีอะไร การชำระใจจึงเป็นเรื่องสำคัญ ชำระได้ ละได้อยู่เป็นสุข

โอกาสเวลาที่มาบวชเป็นพระเป็นเณร จึงเป็นผู้มีโชคลาภ มีอำนาจวาสนาที่จะชำระจิตใจของตัว สะดวกสบายไม่ต้องไปวุ่นวายว่า จะมีอยู่มีกินหรือไม่ จะมีใช้มีสอยหรือเปล่าไม่ต้องไปคิด ขอให้ปฏิบัติจิตของตัวอยู่ในวงอรรถวงธรรม ธรรมจะต้องรักษาผู้ปฏิบัติธรรมไม่ให้อดอยากยากจน จะต้องมีคนมาเลื่อมใส มีคนมาบูชา เพราะเรามีธรรมในจิตในใจ ถ้าเราเชื่อมั่นอย่างนั้น ตั้งหน้าตั้งตาเดินจงกรมภาวนาละกิเลสไม่ส่งจิตปล่อยใจไปตามเรื่องของโลก มีสติรักษา มีปัญญาแนะสอนตัวอยู่อย่างนั้น มันสุขสบายมีอะไรก็ใช้ไป ฉันไป ตามธรรมดา เพราะจะนุ่งจะห่ม จะอยู่ จะกินอะไรดิบดีวิเศษ มันก็ไม่ใช่ว่ากิเลสมันจะกลัว ไม่ใช่ว่าร่างกายมันจะไม่แก่ไม่ตาย มันจะต้องแก่ต้องตายเหมือนกัน คนที่นุ่งดีกินดีนอนดี มันก็ตาย ก็แก่ คนที่ไม่ได้นุ่งดี กินดี นอนดี มันก็แก่เหมือนกัน เมื่อมันเป็นอย่างนั้น จิตใจมันเลยไม่หลงใหล ไม่เพลิดเพลินไปทางใหม่ มีแต่ตั้งใจดูเรื่องของใจอยู่ตลอดเวลาว่า มันเกิดกิเลส ตัณหาหรือมันเกิดธรรมขึ้น วันหนึ่ง ๆ คืนหนึ่ง ๆ ตรวจตราพิจารณาภายในใจของตัวอยู่เรื่อย ๆ

เมื่อใจถูกชำระสะสางอยู่เรื่อย ๆ อย่างนั้นความสะอาดของใจ ความหมดไปของกิเลสมันค่อยหมดไป ตกไป ใจจะผ่องจะใส ใจจะสะดวก สบาย ใจจะสุข จะสงบจากอารมณ์สัญญา มีตาก็ไม่เป็นพิษ มีหูก็ไม่เป็นพิษ ถึงจะพูดไป ทำท่ากิริยาน่ากลัวขนาดไหน ใจก็ปกติ ไม่มีอะไรที่จะเปลี่ยนแปลง นี่คือการฝึกอบรมใจให้เข้าถึงอรรถถึงธรรม มันเป็นอย่างนั้น แต่พวกเราท่านไม่เห็น ไม่เป็นอย่างนั้น จึงไปเชื่อว่าท่านทำท่ากิริยาอย่างนั้น คงจะโกรธ คงจะเกลียด อย่างนั้นอย่างนี้ มันอาจสงสัยในใจ เพราะใจของเรายังไม่เห็นไม่เป็นอย่างนั้น ถ้าหากเห็นเป็นอย่างนั้นมันไม่มีอะไรที่จะสงสัย เพราะทำไปตามสมมติ

อยู่ในโลกจะต้องทำไปตามเรื่องของโลกถ้าหากไม่ขัดข้องจากธรรมวินัย พอทำไปได้ก็ทำไป เพราะกายส่วนนี้ ขันธ์ส่วนนี้เป็นเครื่องใช้ในเรื่องของโลก แต่ความบริสุทธิ์ที่เหนือโลก ที่ว่า วิมุตติ นั้นอะไร ผู้ประพฤติปฏิบัติที่รู้เห็นเป็นขึ้นในใจเท่านั้นจะทราบ จงตั้งหน้าตั้งตาฝึกรักษาปฏิบัติใจของตัวเพราะโอกาสเวลา สถานที่ก็ไม่มีอะไรยุ่งเหยิง ทุกสิ่งทุกอย่างเขาสงบระงับ นอกจากตัวของเราเท่านั้นที่ไปเกี่ยวข้อง ยุ่งเหยิง วุ่นวายกับเรื่องของรูป เสียงกลิ่น รส ภายนอก หรือภายในกายของตัวเองก็ตาม ถ้าหากจิตใจสงบระงับ ทุกสิ่งทุกอย่างมันก็สงบระงับไปหมด นี่...จิตใจไม่สงบ ระงับให้ เลยไปถือว่าสิ่งนั้นมันอย่างนั้น สิ่งนี้มันเป็นอย่างนี้ มารบกวน

รูป เสียง กลิ่น รส มันมีอยู่ในโลกแต่ไหนแต่ไร ตั้งแต่เรายังไม่เกิด มันก็มีอยู่อย่างนี้ คนที่หลงใหลใฝ่ฝันสิ่งเหล่านี้ตายไปนับไม่ถ้วน เขาไม่เคยหอบหิ้วหาบหามสิ่งเหล่านี้ไปได้ เราหลงใหลใฝ่ฝันก็ทำนองเดียวกันกับเขา เราไม่มีอะไรที่จะได้ไป ของแผ่นดิน ของโลกมันจะอยู่กับแผ่นดิน กับโลกเรื่อยไป ถึงมันจะแปรสภาพไปอย่างไร มันก็แปรสภาพลงไปสู่ธาตุเดิมของมันเท่านั้น

ขอให้พวกเราท่านพิจารณาให้เห็นตามเป็นจริง อย่าไปหลงใหลใฝ่ฝัน อย่าเชื่อกิเลส อย่าเอากิเลสเป็นศาสดา เอาธรรมะของพระพุทธเจ้า เอาสติปัญญาชำระใจ อย่าไปเอารูป เสียง เรื่องราวต่าง ๆ มาชำระ ความพอของใจ ความสมบูรณ์ของใจ จะต้องอาศัยเรื่องธรรมะ ถ้าหากอาศัยเรื่องกิเลสตัณหาไม่มีเมืองพอ มีเท่าไรก็ยิ่งอยาก ไม่มีวันอิ่ม เราจะต้องจดจำเอาไว้ พิจารณาแก้ไขใจของตัว ไม่อย่างนั้นก็ไม่มีวันมีเวลา ถึงเป็นพระเป็นเณรก็เป็นกากของพระของเณร จิตใจไม่ประเสริฐให้ ไม่สงบให้ มีแต่ปริมาณของพระ แต่คุณค่าไม่มี พระนับหมื่นนับแสนหาได้มีได้ แต่จิตใจจะสะดวกสบาย ชำระกิเลสตัณหามันยาก

ถึงอย่างไรก็ตาม คนอื่นเขาชั่ว เขาเสียเขาเองจะได้รับทุกข์รับโทษ เราชั่ว เราเสีย เราเองเป็นผู้เป็นทุกข์เป็นโทษ เราจะต้องชำระตัวของตัว เราดีเอาตัวรอดเป็นยอดคน ไม่ต้องไปกังวลกับเรื่องอันอื่น ตั้งหน้าตั้งตาภาวนาละกิเลส อย่าไปคิดเรื่องนอกมากกว่าเรื่องกิเลสในใจของตัว ให้ถือว่ากิเลสเป็นเวรเป็นภัย เป็นศัตรูใหญ่สำหรับ มรรค สำหรับ ผล ถ้าหากเราระลึกได้เข้าใจถึงเรื่องของธรรมะมันก็อยู่สะดวกสบาย ปฏิบัติง่าย เพราะเราทราบสิ่งที่ชั่วที่เสีย สิ่งที่เป็นพิษเป็นภัย เราไม่นำมาบริโภคเราไม่นำมาเกี่ยวข้อง สิ่งเหล่านั้นมันก็ไม่ได้มาเป็นพิษเป็นภัยในจิตในใจของเรา นี่...เราไปเกี่ยวข้องยุ่งเหยิงกับเขา ไปยึดไปถือเขา เราจึงเกิดทุกข์เกิดโทษ ให้พินิจพิจารณาชำระใจของตัวอย่างนั้น วันคืนที่ผ่านไป ถ้าหากเราชำระสะสางใจด้วยสติ ด้วยปัญญา ด้วยธรรมะของพระพุทธเจ้า นับวันนับคืนที่จะสะอาด สงบระงับดับกิเลสไป

การปฏิบัติธรรมะ การศึกษาธรรมะนั้นอย่าไปมองเห็นว่า ธรรมะ อยู่ที่อื่น ศีล อยู่ที่อื่น สมาธิ อยู่ที่อื่น ปัญญาวิมุตติ อยู่ที่อื่น ให้เห็นว่าอยู่ในตัวของตัวเท่านั้น กิเลสตัณหาก็เหมือนกัน ถ้าหากไปเห็นอยู่ที่อื่นแล้วมันไม่มีวันเวลาที่จะชำระขาดได้ พยายามพินิจพิจารณาศึกษา ปฏิบัติกาย วาจา ใจของตัว นี่คือ...การปฏิบัติธรรมที่พระพุทธเจ้าสอน

ทุกคนมีสิทธิที่จะประพฤติปฏิบัติได้ยังไม่สายเกินไป เพราะเรายังมีลมหายใจอยู่ มีจิตที่รับรู้ดี ชั่ว ผิด ถูก

ฉะนั้น ขอทุกท่านจงนำธรรมะที่อธิบายมานี้ ไปพินิจพิจารณาศึกษาตั้งหน้าชำระสิ่งที่ชั่วออกไปจากทางจากใจ พยายามทำจิตทำใจให้เข้าถึงธรรมะความสุขความสบายที่เราไม่เคยคาดฝันจะเกิดขึ้นในจิตในใจของตน

การอธิบายธรรมะเห็นว่าพอสมควรแก่เวลา ขอยุติเพียงแค่นี้

HOME | DHAMMAYUT USA | TEMPLE MAP | CONTACT

Wat Buddhadhammadharo 1217 Babel Lane Concord California 94518 USA.

วัดพุทธธัมมธโร เมืองคอนคอร์ด มลรัฐแคลิฟอร์เนีย สหรัฐอเมริกา.