พระพุทธบัณฑรนิมิต
สูงจากยอดพระเกตุถึงปลายพระบาท
๓.๓๕ เมตร

พระพุทธบัณฑรนิมิต
ผลรวมความน่าพิควง

โดย อวย เกตุสิงห์
 

ในระหว่างเดือนกุมภาพันธ์กับมีนาคม พ.ศ.๒๕๑๐ ข้าพเจ้าได้มีโอกาสไปช่วยรักษาพยาบาลพระอาจารย์ขาว อนาลโย แห่งวัดถ้ำกลองเพล ตำบลโนนทัน อำเภอหนองบัวลำภู จังหวัดอุดรธานี ซึ่งมีชนมายุถึงแปดสิบพรรษาและอาพาธหนักจนศิษยานุศิษย์เตรียมการทำศพไว้พร้อมแล้ว ในขณะนั้นหนองบัวลำภูๆยู่ในภาวะคับขันเนื่องจากผู้ก่อการร้าย จึงหาคนเต็มใจไปรักษาท่านไม่ได้ ข้าพเจ้าได้ขอร้องให้แพทย์ในหน่วยพัฒนา ฯ ของคณะแพทยศาสตร์และศิริราชพยาบาลที่อุดร ฯ ไปช่วย ได้บริจาคโลหิตของตนเองถวายหนึ่งครั้งและได้ปวารณาตัวที่จะช่วยพยาบาลจนถึงที่สุด เนื่องด้วยมีราชการติดพันอยู่ ข้าพเจ้าต้องเดินทางไปกลับทุกปลายสัปดาห์ระหว่างกรุงเทพ ๆ กับอุดร ๆ โดยรถไฟ ติดต่อกันอยู่ถึงหกสัปดาห์อาการของพระอาจารย์จึงทุเลาถืงขั้นพ้นอันตราย เป็นที่ชื่นชมอย่างยิ่งของศิษยานุศิษย์ และเป็นกุศลอย่างสูงของคณะพัฒนาการแพทย์ ฯ ของศิริราชโดยทั่วกัน.

ระหว่างที่อยู่ในวัดถ้ำกลองเพล วันหนึ่งขณะที่อาการของพระอาจารย์กำลังหนักมาก เพราะท่านไม่ยอมฉันอาหารมาหลายวันแล้ว ข้าพเจ้าเดินเล่นขึ้นไปตามลาดเขาทางทิศตะวันตกของกุฏิห่างประมาณสิบห้าเส้น ได้พบก้อนหินใหญ่ทรงเกือบเป็นลูกบาศก์ กว้างยาวสูงประมาณด้านละเจ็ดเมตร (ประมาณบ้านสองชั้นขนาดย่อม ๆ ) ตั้งอยู่ท่ามกลางที่โล่งแต่มีต้นไม้รกปกคลุมจนเห็นไม่ชัด เมื่อเข้าไปดูใกล้ ๆ เห็นตรงกลางทางด้านหน้าเป็นส่วนเว้าเข้าไปเล็กน้อย ตอนบนเป็นชะโงกคล้ายชายคา นึกในใจว่า หินนี้เหมาะมากสำหรับสลักเป็นพระพุทธฉาย

ด้วยความเป็นห่วงใยพระอาจารย์ ข้าพเจ้าได้อธิษฐานในใจว่า ถ้าหากท่านหายเป็นปกติ ข้าพเจ้าจะสลักหินตรงนั้นเป็นพระพุทธรูปด้วยมือตนเองคนเดียว ในขณะนั้นนึกในใจว่า จะถากหน้าหินให้เรียบแล้วสลักเป็นภาพลายเส้นแบบภาพเขียนลงบนนั้นคิดว่าคงพอทำได้ เพราะข้าพเจ้ามีผีมือทางวาดเขียนพอใช้ได้

ต่อมาพระอาจารย์ก็หายและแข็งแรงเหมือนแต่ก่อน ข้าพเจ้าเห็นว่าจะ ซึ่งทำตามคำอธิษฐาน กะว่าจะใช้เวลาสองสามปี โดยออกไปทำเวลาหยุดงานคราวละเล็กละน้อย เพราะในคำอธิษฐานไม่ได้กำหนดเวลาเอาไว้

ในเดือนสิงหาคม พ.ศ.๒๕๑๐ ข้าพเจ้าไปประชุมเรื่องวิทยาศาสตร์การกีฬาที่สวิตเซอร์แลนด์ ขากลับแวะดูงานที่เมืองมิวนิค (เยอรมนี) สามวัน จึงได้ไปหาเพื่อนชาวเยอรมันคนหนึ่ง ซึ่งศึกษาศิลปะสลักหินอยู่ที่นั่นและขอให้แนะนำการสลักหินให้ เมื่อเขาทราบว่ามีเวลาเพียงสามวันก็บอกว่า ไม่มีหวังที่จะทำได้

ข้าพเจ้าบอกเขาว่ามีความประสงค์จะทำเฉพาะภาพพระพุทธเจ้าและเป็นเพียงภาพนูน ขอให้แนะนำเฉพาะเรื่องนี้คงจะพอได้ผลบ้าง.เพื่อนว่าถ้าเช่นนั้นให้ลองทำภาพนูนบนดินเหนียวดูก่อน

เขาสอนให้ข้าพเจ้าติดดินเหนียวบนไม้กระดานขนาดสูงประมาณ ๑๑๐ เซ็นติเมตร เขียนรูปพระลงบนนั้น แล้วใช้เครื่องมือเเคะดินออกให้เหลือเป็นรูปนูนตามต้องการ ข้าพเจ้าใช้แบบ “พระรำพึง” เพราะเห็นว่าทำง่ายที่สุด และได้ทำไปตามลำพังในเวลาสามวันที่มีอยู่ วันละประมาณหนึ่งชั่วโมงในตอนค่ำ (กลางวันข้าพเจ้าไปดูงานและเพื่อนไปทำงาน ) ได้ผลเป็นที่พอใจของเพื่อนมาก เขาบอกว่า ถ้าอย่างนี้ก็มีหวังจะสลักหินด้วยตนเองได้ เขาจะจัดซื้อเครื่องมือส่งมาให้ เมื่อข้าพเจ้าจะสลักหินเป็นรูปอย่างไรก็ให้ทำรูปดินเป็นแบบเสียก่อน แล้วถอดลงบนหินโดยสลักส่วนนูนส่วนเว้าไปตามแบบ.

ข้าพเจ้าถึงบ้านแล้วไม่ช้าเครื่องมือก็มาถึง รวมทั้งหมด ๘ ชิ้น เป็นฆ้อน ๑ อันเครื่องหน้าแบนคล้ายสิ่ว ๔ อัน เครื่องแหลมคล้ายดินสอ ๓ อัน ข้าพเจ้าว่าจะลองสลักอะไรง่าย ๆ ดูบ้างก็ไม่มีโอกาส จะลองทำแบบดินขึ้นก็ไม่มีเวลา จนเดือนมีนาคม พ.ศ.๒๕๑๑ ข้าพเจ้าไปช่วยงานพัฒนาการแพทย์ ฯ ที่อำเภอหนองบัวลำภู ซึ่งห่างจากวัดถ้ำกลองเพลเพียง ๑๔ กิโลเมตร จึงได้ไปเรียนพระอาจารย์ขออนุญาตสลักพระพุทธรูป ท่านอุตส่าห์เดินขึ้นไปดูก้อนหินเองแล้วตกลงอนุญาต แต่ข้าพเจ้าก็ยังไม่ได้กำหนดเวลาลงมือ ต่อมาในกลางเดือนพฤษภาคม ข้าพเจ้าได้ขึ้นไปประจำที่หนองบัวลำภูอีกครั้งหนึ่ง พอดีนึกขึ้นได้ว่าวันที่ ๑๓ เป็นวันวิสาขะตรงกับวันประสูติของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ถ้าได้ลงมือสลักพระในวันนี้จะเหมาะมาก คิดว่าแล้วจะหาโอกาสต่อเติมไปเรื่อย ๆ โดยทำแบบดินเหนียวเสียก่อน.

ข้าพเจ้าจึงรีบเขียนรูปพระพุทธลีลาขึ้นที่อุดร ฯ นั้นเอง โดยอาศัยความจำ เท่าขนาดที่กะว่าจะสร้าง คือสูง ๙๙ นิ้วฟุต ใช้กระดาษวาดเขียนติดกาวต่อกันเป็นแผ่นใหญ่ อ่องลูกชายข้าพเจ้าได้ออกความคิดว่า ถ้าเจาะกระดาษให้เป็นรูไปตามเส้นที่เขียนแล้ว เอาไปทาบกับหินและเอาสีเขียนไปตามรูคงจะง่ายขึ้น ข้าพเจ้าก็เห็นด้วยและได้ทำตามนั้น โดยลงมือในเช้าวันวิสาขะ.พระอาจารย์บุญเพ็งและพระเณรได้ช่วยสร้างนั่งร้านให้ แต่ก้อนหินขรุขระและหน้าไม่เสมอกัน ทำตามวิธีที่กะไว้ไม่สะดวก จึงคิดจะถากหน้าหินให้เรียบเสียก่อน แต่พิจารณาเห็นว่านอกจากส่วนบนจะเป็นชะโงกออกมากันฝนชะได้ ตอนต่อลงมายังมีส่วนนูนส่วนหวำคล้ายกับพระพุทธลีลาอยู่แล้วอีกด้วย เป็นที่น่าอัศจรรย์มาก แม้ลูกชายข้าพเจ้าซึ่งเป็นเด็กอายุเพียงสิบสามปียังชี้บอกได้ว่า ตรงนั้นเหมือนกับขากำลังก้าวเดิน ตรงนั้นเหมือนกับไหล่และแขนฯ ล ฯ ข้าพเจ้าจึงเลิกคิดที่จะถากหน้าหิน กลับแก้ภาพร่างเสียใหม่ให้คล้องจองไปกับลักษณะของหิน ซึ่งมีเค้าเป็นไหล่และแขนขวา ข้อศอกซ้าย เข่าซ้ายและขาซ้าย ขาขวาทั้งขาและชายโครงกับหน้าท้องซีกขวา.

หลังจากทำงานไปได้สองสามครั้ง ข้าพเจ้าเกิดความคิดขึ้นอีกว่า ในต้นเดือนกันยายนคือประมาณอีกสามเดือนเศษต่อจากนั้น ข้าพเจ้าก็จะมีอายุครบห้ารอบ ถ้าสลักพระให้เสร็จทันฉลองในวันเกิดก็คงจะดีอย่างยิ่ง จึงเปลี่ยนแผนการเป็นรีบเร่งสลักแทนที่จะค่อยทำค่อยไปส่วนที่คิดว่า จะทำแบบด้วยดินเหนียวก็เป็นอันพับไป ระหว่างทำงานที่หนองบัวลำภูวันไหนงานเสร็จเร็วข้าพเจ้าขออนุญาตหัวหน้าหน่วย ( น.พ. สุพร เกิดสว่าง ) ขับรถส่วนตัวไปที่วัดและทำการสลักได้วันละหนึ่งถึงสองชั่วโมง ครั้นเมื่อกลับมากรุงเทพ ฯ แล้วก็ออกไปในตอนปลายสัปดาห์ เช่นเมื่อไปรักษาพระอาจารย์ ได้ทำงานในวันเสาร์ประมาณเจ็ดแปดชั่วโมงและวันอาทิตย์ประมาณหกชั่วโมง งานก้าวหน้าโดยรวดเร็วน่าประหลาด ทั้ง ๆ ที่ข้าพเจ้าเพิ่งเคยจับเครื่องมือสลักหินเป็นครั้งแรก ตั้งแต่ตีฆ้อนลงไปครั้งแรกจนกระทั่งครั้งสุดท้ายไม่เคยเกิดความผิดพลาดอย่างเสียผลเลยสักครั้งเดียว บางคราวต่อยแรงเกินกว่าควร หินหลุดออกเป็นกระบิใหญ่ ใจหายวาบกลัวรูปจะเสีย แต่พอพินิจดูก็เห็นว่าอย่างนั้นเป็นการถูกแล้ว สรุปว่าตั้งแต่ต้นจนเสร็จงานไม่ต้องแก้ไขรูปเลย (นอกจากตอนที่แก้แบบ).

ลมฟ้าอากาศก็อำนวยอย่างน่าพิศวง เวลาที่ทำงานนั้นเป็นกลางฤดูฝน บางครั้งข้าพเจ้าก็ออกจากกรุงเทพ โดยไม่แน่ใจว่าจะได้ทำการหรือไม่ เพราะฝนอาจตกหนักจนทำไม่ได้ แต่ในจำนวน ๑๔ ครั้งที่ทำงาน มีเพียงครั้งเดียวที่เสียเวลาไปหนึ่งชั่วโมงเพราะฝนตก.ในครั้งอื่น ๆ แม้บางทีท้องฟ้ามืดครึ้ม ฝนตกก็ที่อื่นและไม่ตกที่ในวัด มีสองสามครั้งที่ตกแต่ตกในระหว่างหยุดพักกลางวันและไม่ทำให้เสียเวลาทำงานเลย.

ข้าพเจ้าได้รอการสลักพระเศียรและพระพักตร์ไว้ตอนหลังเพราะเห็นว่าเป็นงานยากอยากทำในเมื่อค่อยมีความชำนาญขึ้นบ้างแล้ว ในการสลักส่วนอื่น ๆ ข้าพเจ้าอาศัยพระพุทธรูปแบบสุโขทัยปางลีลาองค์เล็กขนาดแปดนิ้วเป็นแบบ แต่พอถึงพระหัตถ์เห็นว่าแบบเล็กเกินไป มีลวดลายละเอียดไม่พอ จึงได้นำเอารูปจำลองพระพักตร์ของพระโพธิสัตว์ที่ข้าพเจ้าซื้อจากญี่ปุ่นไปใช้เป็นรูปแบบ “หน้ากาก” อัดด้วยกระดาษ ( ปาปิเอร์มาเช่) ขนาดเท่าหน้าคน ลักษณะเป็นหน้าหญิงจีนหรือญี่ปุ่นสวยงามมาก

ในวันที่นำ “หน้ากาก” ไป ข้าพเจ้าได้แวะนมัสการพระอาจารย์ที่กุฏิตามเคย ยังไม่ทันจะพูดอะไรท่านก็กล่าวขึ้นว่าพระพักตร์นั้นต้องทำให้งดงามจึงจะดึงดูดความศรัทธา สำหรับตัวท่านนั้นชอบแบบพระพุทธชินราช

ข้าพเจ้านึกในใจว่า พระพุทธชินราชนั้นตำนานกล่าวว่า เทวดาแปลงองค์มาสร้าง.มือชั้นข้าพเจ้าขอเพียง “พระญี่ปุ่น” ก็พอแล้ว ในวันนั้นได้เร่งสลักพระพักตร์จนกระทั่งมืดโดยอาศัย “หน้ากาก” พระญี่ปุ่นเป็นแบบและขยายส่วนขึ้นประมาณครึ่งเท่า ข้าพเจ้าคิดว่า ทำได้คล้ายแบบมาก

ครั้นพอเช้ารุ่งขึ้นไปทำงานต่อก็สะดุดใจว่า ภาพที่ทำไว้นั้นพระพักตร์กว้างกว่าและแป้นกว่าแบบมาก ความเห็นข้าพเจ้าเองว่า มีเค้าไปทางพระพุทธชินราชจริง ๆ

ส่วนพระและเณรในวัดตลอดจนญาติมิตรที่ได้ไปเห็นในภายหลัง บอกว่าคล้ายข้าพเจ้าเองบ้าง คล้ายน้องข้าพเจ้าบ้าง แต่พระพุทธรูปนี้เป็นภาพนูนแบน ดูคนละเหลี่ยมอาจเห็นแตกต่างกันบ้าง ข้าพเจ้าว่ามีเค้าพระพุทธชินราชมาก อย่างน้อยก็มากกว่าคล้ายพระญี่ปุ่น และตรงกับความประสงค์ของพระอาจารย์ด้วย.

การสลักพระพุทธรูปได้เสร็จสิ้นลงในเวลา ๙ น ของวันที่ ๓ กันยายน ๒๕๑๑ ในเวลา ๑๐ น วันนี้ก็ได้เริ่มพิธีสมโภชและพุทธาภิเษก เป็นอันเสร็จงานทันกำหนด รวมเวลาที่ใช้ในการสลัก ๑๒๕ ชั่วโมง ได้พระพุทธรูปสูง ๓๓๕ เซ็นติเมตรจากยอดพระเกตุมาลาถึงปลายพระบาท ภาพนี้เจ้าพระคุณพระธรรมจินดาภรณ์ วัดราชบพิธ ผู้เชี่ยวชาญเรื่องพระพุทธรูปเมื่อได้เห็นของจริงแล้ว กรุณาให้คำวิจารณ์ว่า “ในทางรูปลักษณะไม่มีที่ติ”

ข้าพเจ้ามีความยินดีมากที่พระพุทธรูปได้สำเร็จสมความปรารถนา แต่ข้าพเจ้ามิได้มีความผยองเลย เพราะมีความสำนึกอยู่ในใจว่า ความสำเร็จมิได้เกิดจากลำพังข้าพเจ้า แต่มีอิทธิพลหลายอย่างส่งเสริมอยู่ด้วย

ประการหนึ่ง คือคำแนะนำสั่งสอนของพระอาจารย์จวน วัดภูวัว ที่ให้นึกถึงพระรัตนตรัยไปด้วยในระหว่างสลัก คือตีค้อนลงครั้งหนึ่งนึก “พุท” ครั้งสองนึก “โธ” ครั้งสาม “ธัม” ครั้งสี่ “โม” ครั้งห้า “สัง” ครั้งหก “โฆ” แล้วเวียนกลับต้นอีก ทำเช่นนี้ไปเรื่อย ๆ วิธีนี้ยังจิตให้เกิดสมาธิ เป็นพลังพิเศษอย่างหนึ่ง

ประการที่สองคือ บุญญาภินิหารของพระอาจารย์ขาว โดยข้าพเจ้าได้ตั้งใจสร้างพระถวายท่าน และถวายพระนามวา“ พระพุทธบัณฑรนิมิต” (ด้วยความกรุณาของพระสาสนโสภณ วัดบวรนิเวศวิหาร ) ซึ่งแปลว่า “พระพุทธรูปพระอาจารย์ขาวสร้าง”.

ประการที่สาม คืออำนาจสัจจาธิษฐานซึ่งทางพระพุทธศาสนาถือว่ามีพลังพิเศษ อาจบันดาลอะไร ๆ ก็ได้

ประการสุดท้ายอาจมีอิทธิพลอะไรอื่น ซึ่งเราไม่อาจรู้ได้ มาคอยช่วยอีกส่วนหนึ่งด้วย ในเดือนมกราคม พ.ศ.๒๕๑๑ ก่อนที่จะคิดลงมือสร้างพระพุทธรูป เพื่อนคนหนึ่งได้เอาดวงชาตาของข้าพเจ้าไปให้ผู้ชำนาญทางโหราศาสตร์ผู้หนึ่งตรวจ และท่านผู้นั้นได้ทายว่า “คนผู้นี้กำลังคิดสร้างอนุสรณ์สำคัญอย่างหนึ่งในพระพุทธศาสนาและจะทำสำเร็จ เพราะมีผู้ช่วยเหลือ”.

“ผู้ช่วยเหลือ” นี้ท่านบอกใบ้ไปในเชิงว่า ไม่ใช่คนธรรมคา เพื่อนข้าพเจ้าคนนั้นไม่ทราบเรื่องที่ข้าพเจ้ากำหนดจะสร้างพระ และผู้ทายก็ไม่รู้จักข้าพเจ้าเลย ทำไมในดวงชาตาของข้าพเจ้าจึงมีเรื่องจะสร้างพระพุทธรูปด้วย ข้าพเจ้าถือว่าเป็นเรื่องน่าพิศวงอย่างยิ่ง.

พระพุทธบัณฑรนิมิตนี่ได้สัมฤทธิ์เป็นรูปร่างขึ้นแล้ว เป็นผีมือของคน ๆ หนึ่ง ซึ่งไม่เคยฝึกฝนในทางสลักหินมาก่อนเลย ได้สำเร็จลงในเวลาอันรวดเร็วเกินคาด ด้วยความราบรื่นอย่างไม่นึกถึง แม้แต่ลมฟ้าอากาศก็ดูเหมือนจะเป็นใจด้วย และการสร้างก็มีผู้รู้ล่วงหน้าได้ด้วยวิธีของโหร..ข้าพเจ้าคิดว่า มีความน่าอัศจรรย์หลายอย่างอยู่ในเรื่อง และหวังใจว่า พระพุทธรูปนี้จะสถิตอยู่สถาพรเป็นเครื่องส่งเสริมศรัทธาในพระพุทธศาสนา เป็นเครื่องเชิดชูเกียรติคุณของพระอาจารย์ขาวผู้ควรแก่การเคารพสักการะ และเป็นพยานของความกตัญญูกตเวทีของคนผู้หนึ่ง ซึ่งเชื่อมั่นในกฎแห่งกรรมอันเป็นหัวใจแห่งคำสอนของพระบรมศาสดาสัมมาสัมพุทธเจ้า.

บุญกุศลใด ๆ อันเกิดจากการสร้างพระพุทธบัณฑรนิมิตนี้ ข้าพเจ้าขออุทิศถวายพระอาจารย์ขาว อนาลโย ที่เคารพนับถืออย่างสูงสุด และขออุทิศแก่เวไนยสัตว์ทั้งปวง โดยเฉพาะแก่บุพการีของข้าพเจ้า ขอท่านที่มีจิตศรัทธาจงอนุโมทนาเพื่อประโยชน์ในปัจจุบันและอนาคตนั้นเทอญ. (ที่มา http://www.dharma-gateway.com)

 

HOME | DHAMMAYUT USA | TEMPLE MAP | CONTACT

Wat Buddhadhammadharo 1217 Babel Lane Concord California 94518 USA.

วัดพุทธธัมมธโร เมืองคอนคอร์ด มลรัฐแคลิฟอร์เนีย สหรัฐอเมริกา.